เมื่อโยมขอถวายรถยนต์หลวงปู่ชา
 

กลุ่มเพื่อนอนาลยา

  • เพิ่มขนาดตัวอักษร
  • ขนาดตัวอักษรปกติ
  • สดขนาดตัวอักษร
บ้านอนาลยา นานาสาระธรรม อนาลยา เมื่อโยมขอถวายรถยนต์หลวงปู่ชา

เมื่อโยมขอถวายรถยนต์หลวงปู่ชา

อีเมล พิมพ์ PDF
User Rating: / 3
แย่ดีที่สุด 
 
เมื่อโยมขอถวายรถยนต์หลวงปู่ชา….....โดยวิรังอง ทัพพะรังสี
 

...คราวหนึ่งมีโยมมาขอถวายรถยนต์ หลวงปู่ชาท่านก็ถามความเห็นที่ประชุมสงฆ์ พระส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกันว่าควรรับ ด้วยเหตุผลว่าจะสะดวกเวลาท่านจะไปเยี่ยมสำนักสาขาต่างๆ ทั้งเวลาพระเณรอาพาธ ก็จะได้นำส่งหมอได้ทันท่วงที

 

หลวงปู่ชารับฟังข้อเสนอของบรรดาสานุศิษย์อย่างสงบ ก่อนจะกล่าวให้โอวาทว่า...

 

สำหรับผม มีความเห็นไม่เหมือนกับพวกท่าน ผมเห็นว่าเราเป็นพระ เป็นสมณะ คือผู่สงบระงับ เราต้องเป็นคนมักน้อย สันโดษ เวลาเช้าเราอุ้มบาตรออกไปเที่ยวบิณฑบาตร รับอาหารจากชาวบ้านมาเลี้ยงชีวิตเพื่อยังอัตภาพนี้ให้เป็นไป  ชาวบ้านส่วนมากเขาเป็นคนยากจน เรารับอาหารมาจากเขา เรามีรถยนต์ แต่เขาไม่มี นี่ลองคิดดูซิว่ามันจะเป็นอย่างไร เราอยู่ในฐานะอย่างไร เราต้องรู้จักตัวเอง เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าไม่มีรถ เราก็อย่ามีเลยดีกว่า ถ้ามีสักวันหนึ่งก็จะมีข่าวว่ารถวัดนั้นคว่ำที่นั่น รถวัดนี้ไปชนคนที่นี่ อะไรวุ่นวายเป็นภาระยุ่งยากในการรักษา"

จากหนังสือ พระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท) อุบลมณีกลางป่าพง หนังสือที่ระลึกเนื่องในวาระ ๒๐ ปีละสังขารหลวงปู่ชา ๒๕๕๕

 

อ่่านเรี่องข้างต้นทำให้นึกถึงว่า...หลวงปู่ถวิลที่วัดถ้ำเบญจรัตน์นคร กาญจนบุรี  ตอนนั้นหลวงปู่อายุเกือบ ๙๐ ปี ท่าเดินไม่ได้แล้ว ต้องนั่งรถเข็น จะลุกจะนั่งจะนอนก็ต้องมีคนอุ้ม โดยมีพลทหารที่ถูกส่งมาประจำการที่วัดสลับสับเปลี่ยนเพื่อดูแลท่านคราวละ ๒ นายตลอดเวลา ท่านเป็นที่เคารถนับถือของชาวกาญจนบุรี โดยเฉพาะทหารที่กาญจนบุรี ก่อนที่จะไปรักษาการที่ภาคใต้ หรือที่ใดก็ตาม จะมากราบลาท่าน นั่งกันเต็มวัด ท่านก็ให้ศีึลให้พร

 

คุณแม่ พี่สาว แและข้าพเจ้าก็ไปกราบท่านเป็นประจำ ครั้งหนึ่งท่านปรารภให้พลทหารพาท่านไปดู "ต้นไม้ที่พระราชาทรงปลูกไว้" (ท่านเรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า พระราชา....) ท่านเล่าว่าพระราชาทรงมาปลูกป่าบริเวณใกล้ๆ วัด จึงต้องไปดูแลว่าตอนนี้โตชึ้นแค่ไหน ช่วงนั้นแล้งน้ำ ท่านเกรงว่าต้นไม้่พระราชาจะตาย..

 

ข้าพเจ้า คุณแม่ และพี่สาวจึงได้มีโอกาสติดตามหลวงปู่ไปดูต้นไม้พระราชาด้วย

แล้วพลทหารก็ขับรถมารับท่านหน้ากุฏิ นั้นเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้เห็นรถที่ท่่านใช้  ซึ่งในสายตาข้าพเจ้า..น่าจะเรียกว่า ...ซากรถ....เนื่องจากมีสภาพไม่ต่างกันกับรถที่เคยเห็นจอดอยู่ตามสถานีตำรวจที่ถูกทิ้งไว้เพราะเกิดอุบัติเหตุแล้วเจ้าของทิ้งไว้ยังไม่มารับคืน...

 

รถนั้นเป็นรถตู้ สีอะไรบอกไม่ได้เพราะเหมือนโป้วสีไว้แบบปุๆ ปะๆ เป็นแห่งๆ ยังไม่เสร็จ บางส่วนก็มีสี บางส่วนก็ไม่มีสี กระจกหน้า-กระจกหลังยังมีอยู่ แต่กระจกด้านข้างมีบ้างไม่มีบ้าง...ที่น่าหวาดเสียวอย่างยิ่งคือตัวถังรถตู้ด้านประตูนั้น เปิดโล่งแจ้ง...ไม่มีประตู... มองเห็นภายในรถว่าด้านหลังคนขับไม่มีเก้าอี้สำหรับให้ผู้โดยสารนั่ง....ส่วนด้านหน้ามีเก้าอี้คนขับและเก้าอี้ด้านข้างคนขับ อุปกรณ์อื่นๆ ในรถที่ควรมีด้านหน้าก็ดูโล่งๆ มีแค่พวงมาลัย คลัช คันเร่ง เบรค กับเกียร์ กระจกมองหลัง และเบรคมือ เรียกว่าเป็นรถแบบพอเพียงจริงๆ.....ไม่เพียงแต่พวกเรา ๓ คนไม่มีที่นั่งในรถ...(คิดว่าคงต้องนั่งบนพื้นรถ) หลวงปูเอง...ก็ไม่มีเช่นกัน (ถ้าหลวงปู่จะนั่งด้านหลังคนขับ)

 

ขณะที่ทุกคนกำลังอี้ง พูดไม่ออกกับภาพตรงหน้า หลวงปู่ก็ยิ้มแย้มบอกให้พลทหารพาขึ้นรถตู้คันนั้น คุณแม่รีบกราบนิมนต์หลวงปู่ให้ขึ้นรถที่พวกเราขับมา แต่ท่านยืนยันว่าท่านจะไปด้วยรถตู้นี้ ท่านบอกว่าเวลาเข้าเมือง มีกิจนิมนต์ ท่านก็เดินทางโดยรถคันนี้เป็นประจำ... แล้วท่านก็ให้พวกเราขับรถตามไป...

 

ข้าพเจ้ายังคิดว่าพวเขาคงจะอุ้มให้ท่านขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ด้านข้างคนขับ แต่กลับเป็นว่า พอหลวงปู่กล่าวจบพลทหาร ๒ นายก็ยกทั้งหลวงปู่ และรถเข็นขึ้นไปวางไว้บนรถตู้ด้านหลังคนขับ ในส่วนที่ไม่มีประตู แล้วนายทหารทั้ง ๒ ก็ขึ้นประจำการด้านหน้า...

 

พี่สาวข้าเจ้าขับรถตามหลวงปู่ไปช้าๆ  ทุกคนจับตามองและส่งใจไปที่รถหลวงปู่ เกรงว่าหลวงปู่จะหล่นมาจากรถตู้ โดยเฉพาะพอถึงช่วงที่ถนนคดเคี้ยวเลี้ยวไปมา เป็นเนินสูงๆ ต่ำๆ บนภูเขา เราจะได้เห็นหลวงปู่จากด้านข้างเวลารถเลี้ยว ภาพที่เราเห็นคือ หลวงปู่ยิ้มแย้มอารมณ์ดี ดูมีความสุข...แต่พวกเรารู้สึกระทึกใจ และหวาดเสียวกับภาพที่ีเห็นพระสงฆ์ ที่อายุมากแล้ว ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ นั่งกระเทือนอยู่บนเก้อี้รถเข็น ในรถที่ไม่มีประตูปิด....และวิ่งไปบนถนนที่ขรุขระ....บนภูเขา

 

พอรถจอด พวกเราสามคนรู้สึกโล่งอก มองหน้ากันก็รู้สึกถึงใจที่ตรงกัน พี่สาวเดินไปที่รถหลวงปู่ กราบเรียนท่านว่ามีความประสงค์จะถวายรถหลวงปู่สักคันหนึ่ง หลวงปู่ปฏิเสธ ท่านบอกว่าไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองเพราะรถคันหนึ่งก็แพงมาก พวกเราก็พยายามยกเหตุผลว่าเพื่อความปลอดภัย และมิเช่นนั้นก็ถวายรถมือสองก็ได้แต่ให้สภาพดีกว่านี้ อย่างน้อยก็มีประตู มีเก้าอี้ให้หลวงปู่นั่ง คงไม่แพงมาก... หลวงปู่ท่านก็กล่าวว่า ท่านอายุมากแล้ว คงอยู่ได้อีกไม่กี่ปี รถคันนี้ก็ยังใช้ได้อยู่  รถเก่าๆ แบบนี้ดีแล้ว บางทีเด็กวัดก็เอารถไปซื้อของ คนขับจะได้ไม่ขับเร็ว เดี่๋ยวจะเกิดอุบัติเหตุ....แล้วพลทหารก็เล่าว่า มีลูกศิษย์จะถวายท่านหลายครั้งแล้ว แต่หลวงปู่ปฏิเสธทุกครั้ง ....

 

ก็เล่ามาให้เพื่อนๆ ฟังกัน....ในวัน พฤหัสที่ ๕ เมษายน ๒๕๕๕

วิรังรอง ทัพพะรังสี

 

....อนุโมทนาผู้อ่านทุกท่านค่ะ  :D

 

https://www.facebook.com/notes/วิรังรอง-ทัพพะรังสี-wirangrong-dabbaransi/เมื่อโยมขอถวายรถยนต์หลวงปู่ชา/274826055935941

 
buddhism091.jpg

สถิติ

สมาชิก : 1201
Content : 279
เว็บลิงก์ : 22
จำนวนครั้งเปิดดูบทความ : 2067126

แผนผังดาวน์โหลดเสียงธรรม


เนื้อหาที่เพิ่มเติมล่าสุด

เนื้อหาที่แก้ไขล่าสุด

วิปัสสนากรรมฐาน ณ วัดมเหยงคณ์

วิดีโอนี้แสดงลำดับการเข้าวิป้สสนากรรมฐาน ณ วัดมเหยงคณ์