นานาสาระธรรม เว๊ปไซต์นี้รวบรวมคำสอนในทางพระพุทธศาสนาทั้ง MP3, อีบุ๊ค,วิดีโอ,บทความ,ภาพ และเผยแผ่การศึกษาพระปริยัติธรรม และการปฏิบัติธรรมตามคำสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า This site gathers Dhamma videos, MP3 titles, E-books, photo images, and presents the meditation practice according to the teachings of Buddha. http://analaya.com/dhamma-variety.html Fri, 19 Oct 2018 18:57:56 +0000 Joomla! 1.5 - Open Source Content Management th-th ผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์วินัยมาก (ธรรมเทศนาในปัจฉิมสมัยของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระซึ่ง พระภิกษุทองคำ ญาโณภาโส และ พระภิกษุวัน อุตตโม จดบันทึกไว้) http://analaya.com/dhamma-variety/115-lpman/79-lpman.html http://analaya.com/dhamma-variety/115-lpman/79-lpman.html lp-man-framesmall

ธรรมเทศนาในปัจฉิมสมัยของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ

ซึ่งพระภิกษุทองคำ ญาโณภาโส และ พระภิกษุวัน อุตตโม จดบันทึกไว้

ผู้ได้ศึกษาเล่าเรียนคัมภีร์วินัยมาก มีอุบายมากเป็นปริยายกว้างขวาง

ครั้นมาปฏิบัติทางจิต จิตไม่ค่อยจะรวมง่าย ฉะนั้นต้องให้เข้าใจว่าความรู้ที่ได้ศึกษามาแล้วต้องเก็บใส่ตู้ใส่หีบไว้เสียก่อน ต้องมาหัดผู้รู้คือจิตนี้

หัดสติให้เป็นมหาสติ

หัดปัญญาให้เป็นมหาปัญญา

กำหนดรู้เท่ามหาสมบัติ-มหานิยม อันเอาออกไปตั้งไว้ว่าอันนั้นเป็นอันนั้น เป็นวันคืนเดือนปี เป็นดินฟ้า อากาศกลางหาว ดาวนักขัตฤกษ์สารพัดสิ่งทั้งปวง อันเจ้าสังขารคืออาการจิต

หากออกไปตั้งไว้บัญญัติไว้ว่าเขาเป็นนั้นเป็นนี้ จนรู้เท่าแล้ว เรียกว่า กำหนดทุกข์ สมุทัย เมื่อทำให้มาก-เจริญให้มาก รู้เท่าเอาทันแล้ว จิตก็จะรวมลงได้

เมื่อกำหนดอยู่ก็ชื่อว่าเจริญมรรค หากมรรคพอแล้ว นิโรธ ก็ไม่ต้องกล่าวถึง หากจะปรากฏชัดแก่ผู้ปฏิบัติเอง เพราะศีลก็มีอยู่ สมาธิก็มีอยู่ ปัญญาก็มีอยู่ในกาย วาจา จิต นี้ที่เรียกว่าอกาลิโก ของมีอยู่ทุกเมื่อโอปนยิโก เมื่อผู้ปฏิบัติมาพิจารณาของที่มีอยู่ ปจฺจตฺตํ จึงจะรู้เฉพาะตัว คือ มาพิจารณากายอันนี้ให้เป็นของอสุภะเปื่อยเน่า แตกพังลง ไป ตามสภาพความเจริญของภูตธาตุ ปุเพสุ ภูเตสุ ธมฺเมสุ ในธรรมอันมีมาแต่เก่าก่อนสว่างโร่อยู่ทั้งกลางวันและ กลางคืน

ผู้มาปฏิบัติพิจารณาพึงรู้อุปมารูปเปรียบดังนี้ อันบุคคลผู้ทำนาก็ต้องทำลงไปในแผ่นดิน ลุยตมลุยโคลนตากแดดกรำฝน จึงจะเห็นข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าว สุกมาได้และได้บริโภคอิ่มสบาย  ก็ล้วนทำมาจากของมีอยู่ทั้งสิ้นฉันใด ผู้ปฏิบัติก็ฉันนั้น เพราะศีล สมาธิ ปัญญา ก็อยู่ใน กาย วาจา จิต ของ ทุกคน


]]>
thitipong@aboxdesign.com (thitipong) พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ Fri, 08 Jan 2010 16:06:44 +0000
เข้าวัดให้เป็น http://analaya.com/dhamma-variety/116-ajjayasarobhikku/324-kao-wat-hai-pen.html http://analaya.com/dhamma-variety/116-ajjayasarobhikku/324-kao-wat-hai-pen.html aj_jayasaro

"เข้าวัดให้เป็น"   พระธรรมเทศนา โดยพระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ

จากหนังสือ ทำไม 


ถ้าหากเราไม่คิดทำความเข้าใจกับตัวเอง
ไม่สนใจว่าชีวิตมันคืออะไรกันแน่ ไม่อยากพัฒนาตน 
การเข้าวัดก็ไม่เกิดประโยชน์
เหมือนคนไม่สบายไป รพ.
เพื่อบริจาคทรัพย์บำรุง รพ.โดยไม่คิดรักษาโรคของตัวเอง
เพราะยังไม่เจ็บมากก็เลยเสียดายเวลา

โรคของเรา คือความทุกข์
สาเหตุสำคัญ คือการไม่รู้จักตัวเองก็ถูกหลอกง่าย
พร้อมที่จะตกเป็นเหยื่อของสิ่งมายาทั้งหลายอยู่เสมอ
มัวแต่ดิ้นรนเพื่อจะได้สิ่งที่ชอบ และเลี่ยงสิ่งที่ไม่ชอบอยู่เสมอ
เชื่องมงายในร่างกาย
และจิตใจว่าเป็นเราเป็นของเรา
ก็ย่อมไม่เห็นความไม่เที่ยง
และความไม่มีเจ้าของของชีวิต

การปฎิบัติธรรมเท่านั้น
ที่จะช่วยให้เราเป็นอิสระจากกิเลสได้
การทำบุญอย่างเดียวไม่ปฎิบัติถึงจะทำให้มีสิ่งยึดเหนี่ยวอยู่ในใจบ้าง
แต่มันไม่มั่นคง
ลึกๆแล้วเราจะยังคงอยู่ในสภาพเดิม
คือเคว้งคว้างอยู่เหมือนเรือเล็กๆ
กลางทะเลอันกว้างใหญ่
มีเข็มทิศก็ใช้ไม่ค่อยเป็น
มีสมอก็ไม่รู้จักทอด
เอาแต่ประดับประดาเรือก่อนอับปาง

ชาวพุทธเราควรสนใจวิธีอุดรู วิธีวิดน้ำบ้าง
จะได้เอาตัวรอดได้
หากไม่สนใจศึกษาเรื่องตัวเอง
เข้าวัดแล้วสักแต่ว่าไหว้พระพอเป็นพิธี
ทำบุญบำรุงวัดตามประเพณี
แล้วออกไปชมต้นไม้บ้างก่อนกลับ
ไม่ใช่ว่าไม่ดี ดีอยู่หรอก
แต่ยังดีไม่พอ ศาสนา
ธรรมะเป็นสิ่งที่ต้องน้อมเข้ามาเป็นเครื่องชำระ

วัดอยู่ได้เพราะน้ำใจของญาติโยม
ลูกศิษย์หลวงพ่อชารังเกียจการเรี่ยไรที่สุด
จึงอยู่ได้ด้วยศรัทธาของญาติโยมโดยแท้
การช่วยทางปัจจัยสี่สำคัญเหมือนกัน

แต่พระที่ดีท่านไม่ยินดีในเรื่องนี้

สิ่งที่ท่านยินดีที่สุด ชอบที่สุด  คือ
การเห็นผู้ครองเรือนตั้งใจปฏิบัติธรรม ไปวัด
ไม่ว่าเพื่อทำบุญสุนทาน ไหว้พระ
กราบนมัสการครูบาอาจารย์
หรือไปจำศีลปฏิบัติธรรม
พยายามระลึกอยู่เสมอว่า
จุดประสงค์ของเรา
ควรอยู่ที่ความดีความสงบและปัญญา
ระวังอย่าวุ่นบุญก็แล้วกัน
หรือร้ายกว่านั้น
อย่านั่งในโรงครัวทานอาหารคุยเรื่องทางโลก
วิจารณ์เรื่องการบ้านการเมือง
พรรคไหนดี พรรคไหนเลว
หรือนินทาลูกเขยลูกสะใภ้
อย่าคุยในเรื่องใดที่เพิ่มกิเลสในใจทั้งของผู้พูดและผู้ฟัง
หรือพูดให้ชาววัดแตกแยกกัน
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าเสียดายเวลาที่สละเข้าวัด
เรียกว่าเข้าวัดแต่ไม่ถึงวัด
ฉะนั้นมาถึงที่ร่มเย็นอย่าให้มันร้อน

ต้องฝึกให้เย็นสิ
ตัวเราจึงจะเหมาะกับสถานที่
ให้น้อมนำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาสู่ใจเรา
สำรวมกาย วาจา ใจ
หาอุบายแก้ข้อบกพร่องที่อยู่ในใจ
เสริมสร้างสิ่งที่ดีงามอย่างนี้คือการเข้าวัดที่เข้าท่า
ได้ทั้งวัตรปฏิบัติ
ได้ทั้งเครื่องวัดตัวเอง

ในพระพุทธศาสนา วัดเป็นสถานที่สำคัญ
แต่ศาสนาที่แท้ไม่ติดอยู่ที่สถานที่
ศาสนาไม่ได้อยู่ที่วัด
ไม่ได้อยู่ที่ตู้พระไตรปิฎก
ไม่ได้อยู่ที่ไหน

มันอยู่ที่เรา
อยู่ที่เราแต่ละคน  แผ่นดินไหว
หรือผู้ก่อการร้ายบุกเข้ามาวางระเบิดหน้าพระประธานวัดป่านานาชาติ
จนวัดเหลือแต่หลุมลึก
ผู้ที่ยังเหลืออยู่ ต้องอดทน
อย่าพึ่งโกรธ
ศาสนาก็ไม่ได้สูญหายไปกับวัตถุ

ชาวพุทธเราควรสร้างวัดให้พอดีแก่กิจของสงฆ์
และช่วยท่านรักษาสิ่งที่สร้างแล้วอย่างดี
แต่อย่าพึงลืมว่าวัดเป็นแค่สิ่งที่เอื้อต่อการศึกษาและปฏิบัติธรรม
การสร้างศาสนวัตถุก็ได้บุญอยู่หรอก
ได้บุญเยอะ

แต่ยังไม่ใช่ ยังไม่ถึงสิ่งสูงสุดที่เราควรได้รับจากการเป็นชาวพุทธ
บุญชั้นเยี่ยม คือการสงบจากกิเลส
วัตถุเป็นเพียงฐานของการเข้าถึงแก่นแท้ของพระศาสนา

ขอบคุณ : http://www.kanlayanatam.com
และคุณ Woranee Katisawatwong  ที่ส่งมาให้ทางอีเมลล์ค่ะ


]]>
454d297cd355b013a9250d8b6052cfef (Analaya) พระอาจารย์ ชยสาโร ภิกขุ Wed, 20 Oct 2010 17:00:00 +0000
ถึง ชาว"โลกสวย".....จริงหรือ ชาวพุทธ http://analaya.com/dhamma-variety/52-analaya/542-beautiful-world.html http://analaya.com/dhamma-variety/52-analaya/542-beautiful-world.html  

 
ถึง ชาว"โลกสวย".....จริงหรือ ชาวพุทธ
 
เคยมีเพื่อนใน FB  คอมเมนท์ส่งมาว่า "งานนี้ชาวปฏิบัติธรรมทั้งหลายควรออกมาช่วยนะเราก็เป็นหนึ่งในนั้นเห็นด้วยค่ะ"  ขอตอบว่า....เห็นด้วยค่ะ....เราไม่ได้ชวนออกมาตีรันฟันแทง แต่ขณะนี้แหละที่เราต้องการผู้ที่มีธรรมะในหัวใจ ออกมาแสดงจุดยืน ถ้าไม่อยากออกมาร่วมชุมนุม ก็สามารถช่วยด้วยการให้ควารรู้ความจริงแก่ผู้เห็นผิด (มิจฉาทิษฐิ- รบ. ที่ไม่เชื่อในกรรมและผลของกรรม ทำปาณาติบาต เข่นฆ่า ทำร้าย ประชาชน รวมถึงใช้ให้ผู้อื่นฆ่าทำร้าย อย่างที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้เกือบสี่ชม. แล้ว รวมทั้งทุจริต คอรัปชั้น ละเมิดกฏหมายเป็นต้น) 

 

แต่ก็อาจจะยากที่จะบอกพวก "โลกสวย" ที่คิดได้เพียงแค่ว่าการแสดงตัวว่าเป็นกลางคือการวาง"อุเบกขา" และมองเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้อย่างผิวเผินว่าเป็นเหตุให้เพื่อนฝูงพี่น้อง "ทะเลาะ" กัน โดยไม่ได้ดูที่ "เหตุปัจจัย" อันเป็นมูล แห่งปัญหาทั้งหมดที่กำลังบั่นทอนกัดกร่อนชาติ ศาสนา สถาบัน อยู่ในขณะนี้ และเมื่อมองลึกลงไปในฐานะคนที่อยู่ในแวดวงศาสนามาพอสมควร ก็ขอบอกว่า

 

ส่วนหนึ่งของผู้ที่มุ่งปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ไปนิพพานจริง กลุ่มนั้นเราไม่ขอไปชักชวนเพราะเขาได้มุ่งตัดแล้วซึ่งโลก เราต้องให้กำลังใจกลุ่มนี้ ให้เขาได้ทำที่สุดแห่งทุกข์ ซึ่งในอนาคต คนกลุ่มนี้แหละที่จะนำธรรมะที่รู้ได้ด้วยตนเองมาอบรมสั่งสอนพวกเราได้อย่างถูกต้อง 

 

แต่อีกกลุ่มหนึ่งที่ยังอยู่ครึ่งๆ กลางๆ ยังไม่ได้ตัดทางโลก แถมยังอาจจะอยู่ในฐานะที่สามารถน้อมนำผู้อื่นให้เชื่อตามได้บ้างด้วยความที่เป็นผู้ทำประโยชน์ในพระพุทธศาสนา ก็อยากเรียกร้องให้ช่วยกันออกมา อย่างน้อยแสดงจุดยืนเพื่อช่วยกันตามกำลัง เพราะการทุจริต คอรับชั่น นั้นว่าโดยศึลธรรม ก็ผิดเต็มประตู แม้แต่รัฐบาลเองก็ยอมรับว่าขณะนี้ประเทศไทยต้องมีการปฏิรูปทันที แล้วเราจะปล่อยให้รบ. ที่คอรับชั่น และไม่เครพรกฏหมายเสียเองเป็นผู้ปฏิรูปหรือ 

 

ส่วนกลุ่มสุดท้ายคือพวก "โลกสวย" ที่หลั่นล้าหาประโยชน์จากศาสนา ไม่รู้ร้อนรู้หนาว กลุ่มนี้สร้างภาพเข้ามาในกลุ่มผู้ปฏิบัติธรรม แต่ไม่มีภูธรรม เน้นกิจกรรมการตลาดเพื่อ พทุธพาณิชย์ และเพื่อ ลาภ ยศ สรรเสริญ ไปวันๆ พวกนี้อันตรายสุดๆ ที่ต้องปฏิรูปให้หมดสิ้นไป

 

วิรังรอง

 

๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๖

 

https://www.facebook.com/notes/วิรังรอง-ทัพพะรังสี/ถึง-ชาวโลกสวยจริงหรือ-ชาวพุทธ/10153670943285228

]]>
454d297cd355b013a9250d8b6052cfef (Analaya) อนาลยา Mon, 06 Jan 2014 17:00:00 +0000
สร้างพลังจิตเพื่อสร้างคุณภาพชีวิต http://analaya.com/dhamma-variety/46-lp-pood/94-article.html http://analaya.com/dhamma-variety/46-lp-pood/94-article.html lppood

สร้างพลังจิตเพื่อสร้างคุณภาพชีวิต
พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย)
วัดป่าสาลวัน อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา

ารนั่งสมาธิ เรียกว่าวิธีนั่งสมาธิ ให้นั่งเอาขาขวาทับขาซ้ายขัดสมาธิ เอามือซ้ายวางลงที่ตัก เอามือขวาวางทับ ให้หัวแม่มือจรดกันเบาๆ อย่าให้กด ตั้งกายให้ตรง คือนั่งให้รู้สึกว่ากายตรงให้เป็นที่สบาย อย่าเกร็งกล้ามเนื้อหรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย นั่งพอพยุงกายให้ตรงอยู่ อย่าให้เอียงซ้าย เอียงขวา อย่าก้มนัก อย่าเงยนัก ลองนั่งให้ตรง สง่าผ่าเผยเหมือนพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ อันนี้เป็นวิธีนั่ง

ต่อไปเป็นวิธีกำหนดจิตคือ ทำความรู้สึกที่จิตของตนเอง ความรู้สึกอยู่ที่ตรงไหน จิตของเราก็อยู่ที่ตรงนั้น เพื่อจะให้จิตมีฐานที่ตั้ง ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้า หายใจออก จะนึกพุทพร้อมลมเข้า โธพร้อมลมออกก็ได้ หรือใครจะไม่นึกอะไร เพียงแต่กำหนดรู้ลมหายใจซึ่งออกเข้าอยู่โดยธรรมชาติของการหายใจก็ได้ อันนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะเรียนให้รู้ธรรมชาติของร่างกาย

ทำไมลมหายใจจึงชื่อว่าเป็น ธรรมชาติของร่างกาย เพราะเหตุว่า เราจะตั้งใจก็ตาม ไม่ตั้งใจก็ตาม กายของเราก็หายใจอยู่โดยธรรมชาติ เพียงแต่เรากำหนดรู้ลมหายใจเฉยๆ อยู่ อย่าบังคับจิตให้สงบ แต่ประคองจิตให้รู้อยู่ที่ลมหายใจตลอดเวลา จิตของเราจะเป็นอย่างไร เราไม่คำนึงถึง คำนึงแต่ว่าจะรู้ที่ลมหายใจอย่างเดียว หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ หายใจสั้นรู้ หายใจยาวรู้ เพียงแต่เอารู้ตัวเดียว กำหนดรู้อยู่ที่ตรงนี้

ารกำหนดรู้ลมหายใจเป็นหลัก สาธารณะทั่วไป และการปฏิบัติสมาธิก็เป็นหลักสาธารณะทั่วไป ไม่สังกัดในลัทธิและศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น เพราะการฝึกสมาธินี้เราจะมาฝึกจิตของเราให้สามารถกำหนดรู้ธรรมชาติ การปฏิบัติธรรมหรือการเรียนธรรมก็คือเรียนให้รู้ธรรมชาติ วิชาการที่เราเรียนกันมาในศาสตร์ใดๆ ก็ตาม เป็นการเรียนรู้ธรรมชาติและกฎธรรมชาติทั้งนั้น การฝึกสมาธิไม่เฉพาะแต่เราจะมานั่งขัดสมาธิ หลับตากำหนดรู้ลมหายใจเพียงอย่างเดียว แม้ว่าเรามีสติรู้อยู่กับเรื่องชีวิตประจำวันทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ ก็ชื่อว่าเป็นการฝึกสมาธิทั้งนั้น

แต่เพื่อจะให้มีวิธีการเข้ม ข้นเข้าไปหน่อย เราจึงมาฝึกกันแบบมีพิธีรีตองอย่างที่เรามาฝึกกันอยู่เวลานี้ นอกจากเราจะมากำหนดรู้ลมหายใจแล้ว เราอาจจะนึกพุทพร้อมลมเข้า โธพร้อมลมออกก็ได้ หรือเราจะท่องบริกรรมภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น พุทโธ สัมมาอรหัง ยุบหนอ พองหนอก็ได้ หรือเราจะกำหนดรู้จิต คอยจ้องดูจิตของเรา เมื่อความคิดอะไรเกิดขึ้นให้มีสติกำหนดตามรู้ไปก็ได้ เป็นวิธีการฝึกสมาธิทั้งนั้น การฝึกสมาธิดังที่กล่าวมานี้ เราสามารถจะทำได้ทั้งในท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน ท่านอน ใช้อารมณ์อย่างเดียวกันเพราะสมาธิเป็นกิริยาของจิต การปฏิบัติสมาธิเป็นกิริยาของจิต ไม่ใช่การยืน เดิน นั่ง นอน แต่การยืน เดิน นั่ง นอนเป็นการเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นการบริหารร่างกาย ว่าอย่างง่ายๆ ก็คือการออกกำลังกายนั้นเอง เพราะถ้าเรานั่งมากมันก็เมื่อยทรมานร่างกาย ต้องเปลี่ยนไปเดิน เดินมากทรมานก็เปลี่ยนเป็นยืน ยืนมากทรมานเปลี่ยนเป็นนอน เปลี่ยนอิริยาบถให้สม่ำเสมอเพื่อให้เกิดความคล่องกาย ในเมื่อกายของเราคล่องแคล่วว่องไว จิตของเราก็คล่องแคล่วว่องไวขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นยืน เดิน นั่ง นอนจึงเป็นท่าประกอบเท่านั้น แต่สมาธิที่แน่ๆ ก็คือกิริยาของจิต ดังนั้นเราจะปฏิบัติสมาธิในท่าไหนได้ทั้งนั้น ยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เพียงแค่มีสติสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่ ในขณะที่เราทำอะไรอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น เราทำสติตามรู้การยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด เป็นการเรียนให้รู้ธรรมชาติ ธรรมชาติของร่างกายย่อมมีการยืน เดิน นั่ง นอน รับประทาน ดื่ม ทำ พูด คิด นักปราชญ์ไม่ว่าในศาสนาใดๆ ท่านสอนมนุษย์ให้รู้จักความเป็นของตัวเองในเบื้องต้น ในเมื่อรู้จักความเป็น รู้จักธรรมชาติของตนเองได้ถ่องแท้แน่นอน การที่จะไปเรียนรู้ธรรมชาตินอกตัวเองนั้น จึงเป็นของไม่ยากนัก

เพราะ ฉะนั้นท่านจึงสอนให้เรา เรียนให้รู้ธรรมชาติของตนเอง ธรรมชาติของร่างกายต้องมีการยืน เดิน นั่ง นอน กิน ดื่ม ทำ พูดและคิด ธรรมชาติของจิตก็เป็นผู้มีหน้าที่คอยบังคับบัญชาสั่งให้ร่างกายทำอะไร และเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการทั้งปวงเพราะตนเองเป็นนาย ตนเองเป็นผู้สั่งการ สั่งการลงไปแล้วย่อมมีการรับผิดชอบจึงจะสมศักดิ์ศรีของผู้เป็นนาย

ดังนั้นในตัวของเรานี้ใจ เป็นนาย กายเป็นบ่าว การปฏิบัติธรรมจึงอาศัยกายกับจิตทั้ง 2 อย่างเป็นของคู่กัน เป็นหลักของการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นวิธีการทั้งหลายนั้น เป็นแต่เพียงวิธีการสำหรับประกอบการปฏิบัติ แต่แท้ที่จริงสมาธิ สมาธิเป็นกิริยาของจิต

ในขณะนี้เรามานั่งกำหนดรู้ลมหายใจ เรามาเรียนรู้ธรรมชาติของลมหายใจ แต่เรารู้อยู่ เราก็จะรู้ว่าธรรมชาติของกายย่อมมีการหายใจอยู่เป็นปกติขาดไม่ได้ เมื่อเรามีสติกำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจ ลมหายใจยาวเราก็จะรู้ ลมหายใจสั้นเราก็จะรู้ ลมหายใจหยาบเรารู้ ลมหายใจละเอียดเรารู้ เอารู้ตัวเดียวเท่านั้น รู้นี่เป็นกิริยาของจิต ทุกคนมีจิตรู้กันทั้งนั้น ไม่เฉพาะแต่มนุษย์ สัตว์ก็มีจิตรู้ ทีนี้รู้ตัวนี้ไม่ได้สังกัดในลัทธิและศาสนาใดๆ ทั้งสิ้น

ดังนั้นที่เรามาเรียนรู้ ธรรมชาตินี้ เพื่อจะให้รู้ความจริงของกฎธรรมชาติ เมื่อรู้ความจริงของธรรมชาติแล้ว ก็ควรจะรู้ความจริงของกฎธรรมชาติด้วย กฎของธรรมชาติทั้งหลายนั้น ธรรมชาติอันนี้เป็นกายกับใจ สถานการณ์และสิ่งแวดล้อม ดิน ฟ้า อากาศ ซึ่งเรียกว่าจักรวาลทั้งสิ้นนี่แหละเรียกว่าธรรมชาติ ทีนี้กฎของธรรมชาติก็คือการเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ ตั้งแต่อนูปรมาณูจนกระทั่งมวลสารที่เกาะกลุ่มกันเป็นก้อนใหญ่โต เขาย่อมตกอยู่ในกฎของธรรมชาติคือมีความเปลี่ยนแปลง มีปรากฏการณ์ขึ้นในเบื้องต้น ทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ในที่สุดย่อมสลายตัว อันนี้เป็นหลักภาษาวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักสาธารณะทั่วไป ส่วนบทบัญญัติของภาษาอินเดีย ความเปลี่ยนแปลง เขาเรียกว่า อนิจจัง ความทนไม่ได้อยู่ตลอดกาลเขาเรียกว่าทุกขัง ความสลายตัว เขาเรียกว่า อนัตตา ภาษาไทยว่าไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ตลอดกาล ไม่เป็นตัวของตัว อันนี้เป็นคำสมมติบัญญัติเท่านั้น แต่แล้วโลกทั้งโลกนี้ยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ทรงอยู่ สลายตัว เกิดขึ้น ทรงอยู่ สลายตัว อันนี้ภาษาโลกที่เขานิยมใช้กันโดยทั่วๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาในหลักวิทยาศาสตร์เขาใช้กัน แต่พวกอินเดีย เขาใช้คำว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ไทยเรียกว่าเปลี่ยนแปลง ยักย้าย ทนอยู่กับที่ไม่ได้ ไม่เป็นตัวของตัวคือสลายตัวอยู่ตลอดเวลา

ที่เรามาฝึกหัดสมาธิ เพียงแค่กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น เมื่อเรามีสติปัญญาเกิดขึ้น เราจะรู้ว่าลมหายใจนี้มันก็เปลี่ยนแปลงมีออกมีเข้าอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นลมหายใจหยาบ ลมหายใจละเอียด เราก็รู้แต่ว่าลมหายใจมันเปลี่ยนจากหยาบเป็นละเอียด ละเอียดเป็นหยาบ แต่ในบางครั้งเมื่อจิตสงบเป็นสมาธิอย่างลึกซึ้งถึงขนาดกายหายไป ลมหายใจมันก็หายไปด้วยเพราะลมหายใจมันเป็นส่วนกายก็ยังเหลือแต่จิตสงบ นิ่ง เด่นรู้ สว่างอยู่ ใครภาวนาแบบไหนอย่างไรพอจิตสงบลงเป็นสมาธิแล้วก็นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ใครทำก็ได้ ถ้าทำจริง ไม่เฉพาะแต่ชาวพุทธผู้นับถือ พระพุทธศาสนา คนในศาสนาอื่นทำก็ได้ คนไม่มีศาสนาทำก็ได้ ในเมื่อทำลงไปแล้ว จิต สงบ นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ใครจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่จะสมมติบัญญัติ รู้เป็นธรรมชาติของจิต จิตเป็นธาตุรู้ จิตมีสภาวะรู้สึก รู้นึก รู้คิด แต่ถ้าขาดสติสัมปชัญญะจะไม่รู้จักดี จักชั่ว ไม่รู้จักผิด ไม่รู้จักถูก เพราะสติสัมปชัญญะของเรายังอ่อน เราจึงมาฝึกสมาธิเพื่อให้สติเพิ่มพลังเข้มแข็งขึ้น จะได้กำหนดรู้สิ่งต่างๆ ให้รู้จริงตามกฎของธรรมชาติ

ทีนี้ กฎธรรมชาติทั้งหลาย เหล่านี้ที่มันเกี่ยวข้องกับเรา เมื่อเราไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวเป็นเราเป็นเขา เป็นของเราของเขา สิ่งที่เราถือว่าเป็นเราเป็นเขา เป็นของเราของเขานั้น เมื่อหากว่าสิ่งนั้นเป็นไปในทางที่เราไม่พอใจ เราก็เกิดทุกข์เพราะเราเอาความรู้สึกของเราไปขัดอยู่กับความเป็นไปของกฎธรรมชาติ

ดังนั้น นักปราชญ์ไม่ว่าในลัทธิและศาสนาใดๆ จึงสอนให้ทุกคนให้เรียนรู้กฎของธรรมชาติ เผื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงธรรมชาติบางอย่างซึ่งพอที่จะเป็นไปได้ให้อยู่ในสภาพ ที่เป็นไปตามความต้องการของเรา เครื่องยนต์ เครื่องกลทั้งหลายต่างๆ วัตถุดั้งเดิมเขาเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในดิน ในน้ำ แต่ผู้ฉลาดไปค้นคว้าคิดเอามาสร้างนู่นสร้างนี่ สร้างรถยนต์ สร้างเครื่องบิน สร้างจรวด สร้างปรมาณู นิวเคลียร์ เอามาเป็นพลังงานสำหรับเป็นเครื่องปฏิกรต่อชีวิตหรือทำลายซึ่งกันและกัน

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ดั้งเดิมวัตถุมาจากธรรมชาติ แต่ผู้ที่มีความฉลาดเฉลียว ก็สามารถเอามาดัดแปลงแต่งเป็นโน่นเป็นนี่ให้ใช้ในประโยชน์แก่ชีวิตของเราได้ ทีนี้ธรรมะอันเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งซึ่งเป็นนามธรรม ซึ่งเป็นรูปธรรม นามธรรม เราก็สามารถที่จะฝึกฝนอบรมสร้างสมรรถภาพให้เข้มแข็ง มีพลังทางสติปัญญาเพื่อเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตประจำวัน เป็นการดัดแปลงธรรมชาติเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ อันนี้เป็นวิสัยของมนุษย์จะต้องเป็นไปอย่างนั้น มนุษย์จะปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามบุญตามกรรมเหมือนอย่างสัตว์เดรัจฉานนั้น มันก็ย่อมไม่สมศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์

ดังนั้นมนุษย์จึงมีการ สร้าง แก้ไข เปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของตนเอง สุดแล้วแต่ความสามารถสติปัญญาของผู้ใดจะสามารถทำได้ แม้เราไม่ได้คำนึงถึงการที่จะสร้างวัตถุ แต่เรามาสร้างพลังจิตพลังใจของเราให้มีสติสัมปชัญญะ มีปัญญา แก้ไขปัญหาชีวิตประจำวันปรับปรุงชีวิตของเราให้เป็นอยู่ได้สบายในสังคม ก็เป็นการเพียงพอสำหรับการปฏิบัติธรรม

ดังนั้นการทำสมาธินี้จึงเป็นอุบายวิธีอันหนึ่งเพื่อสร้างพลังดัง ที่กล่าวมาแล้วนั้น เพื่อสร้างจิต สร้างใจ สร้างชีวิตของเราให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น เราจะได้สามารถทำธุรกิจการงานต่างๆ ด้วยความมั่นใจ ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ เพื่อเป็นการสร้างสรรชีวิตของตนเองและสังคม ให้มีความเจริญมั่นคงสืบไป

ดังนั้นขอให้ท่านทั้งหลาย จงตั้งใจฝึกฝนอบรมเอาให้ได้ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ต้องอาศัยสมาธิทั้งนั้นแหละ พวกทำสมาธิส่วนใหญ่ก็มุ่งสู่พระนิพพาน แต่เมื่อเรายังไม่ถึงพระนิพพาน เราก็ต้องหาเอาประโยชน์ในระหว่างทางให้ได้ ดังนั้นขอให้ท่านทั้งหลายจงพึงกำหนดจิตรู้ ลมหายใจออก หายใจเข้า กำหนดรู้อยู่เฉยๆ ในช่วงที่ท่านกำหนดรู้ลมหายใจอยู่ ถ้าหากมีอาการเคลิ้มๆ เหมือนกับง่วงนอน ก็ให้มีสติกำหนดรู้อยู่เฉยๆ หากมีการรู้สึกอึดอัดหรือหนักหน่วงตรงต้นคอ หรือเวียนศรีษะ ก็กำหนดรู้อยู่เฉยๆ กำหนดรู้ลมหายใจไว้เป็นหลัก ถ้าหากว่าจิตปล่อยวางลมหายใจ จิตมีอาการเคลิ้มวูบวาบลงไป ถ้าไปคิดสิ่งอื่นขึ้นมา ก็ควรปล่อยให้คิดไป แต่ให้มีสติตามรู้ไปทุกขณะที่จิตมีความคิด ให้ปฏิบัติสลับกันไปอย่างนี้ พยายามทำให้มากๆ อบรมให้มากๆ ในขณะที่ปฏิบัติอยู่ อย่าไปบังคับจิตให้สงบ หน้าที่ของเรากำหนดรู้ลมหายใจและอารมณ์ภาวนาอยู่เท่านั้น เมื่อใดจิตจะสงบก็อย่าไปคิด เมื่อใดจะรู้จะเห็นก็อย่าคิด ให้รู้อยู่ที่สิ่งรู้ในปัจจุบันเท่านั้น

วามสงบของจิตก็ปล่อยให้ เป็น เรื่องของจิตไป ความรู้ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของจิตไป ส่วนความรู้สึกในความตั้งใจ จิตจะรู้หรือไม่รู้ ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ตรงที่กำหนดรู้อารมณ์จิตในขณะนี้ แล้วเมื่อเรากำหนดรู้อารมณ์จิตในขณะนี้ จิตของเราก็จะมีความสัมพันธ์กับอารมณ์จิตเอง เมื่อมีอารมณ์สัมพันธ์กับจิต จิตมีอารมณ์เป็นสิ่งที่กำหนดรู้อยู่ อารมณ์กับจิตไม่พรากจากกัน เราจะกำหนดก็ตาม ไม่กำหนดก็ตาม เราก็รู้อารมณ์จิตของเราอยู่อย่างนั้น นั่นแสดงว่าจิตได้วิตก มีสติรู้อยู่ได้วิจาร ถ้าเกิดมีปีติ สุข เอกคักตาก็ได้ปีติ สุข เอกคักตา ถ้าจิตเสวยวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกคักตาอยู่เป็นเวลานานๆ ก็ได้ปฐมฌาน คือ ฌานที่ 1 อันนี้เป็นวิธีการนั่งสมาธิ ปฏิบัติสมาธิในท่านั่ง

ทีนี้ปฏิบัติสมาธิในท่า เดินเรียกว่าเดินจงกรม ก็กำหนดอารมณ์อย่างเดียวกับการนั่ง ปฏิบัติสมาธิในท่าเดินเรียกว่าเดินสมาธิ ปฏิบัติสมาธิในท่ายืนเรียกว่ายืนสมาธิ กำหนดอารมณ์อย่างเดียวกัน เวลานอน นอนสีหไสยาสน์ นอนตะแคงข้างขวา เอาเท้าซ้ายเหลื่อมเท้าขวานิดหน่อย วางมือแนบกับใบหน้า จะพนมมือก็ได้

Credit: http://www.thaniyo.net/

]]>
454d297cd355b013a9250d8b6052cfef (Analaya) พระราชสังวรญาณ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) Wed, 30 Jun 2010 08:43:03 +0000
ปฏิรูปให้คนเข้าถึงศาสนา VS ปฏิรูปประเทศไทย http://analaya.com/dhamma-variety/52-analaya/541-buddhismapolitics.html http://analaya.com/dhamma-variety/52-analaya/541-buddhismapolitics.html ปฏิรูปให้คนเข้าถึงศาสนา VS ปฏิรูปประเทศไทย

"สนับสนุนให้ปฏิรูปคนให้มีศีล มีธรรมในใจ ก่อนที่จะปฏิรูปการเมือง จึงจะเป็นการปฏิรูปเมืองไทยอย่างยั่งยืน".....มีสิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจมานาน แต่ดูแล้วว่าสังคมยังไม่พร้อมที่จะยอมรับ แล้ววันนี้ก็มาถึงวันที่รอคอย รอวันนี้ วันที่คนไทย "พร้อมที่จะกล้าออกมารับความจริงว่าบ้านนี้เมืองนี้มีปัญหา" รอวันที่ไทยเฉยจะออกมาเสียที วันที่คนไทยกล้าที่จะแสดงเจตนารมรณ์ออกมาเพื่อถามหาความถูกต้อง ความสุจริต ซื่อตรง เมื่อคนในสังคมพร้อมใจกันแสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่เอาคนโกง รังเกียจคอรับชั่น เป็นต้น   

 

แต่ไม่ใช่หรอกค่ะ ที่จะกล่าวนี้ไม่เกี่ยวกับการเมืองโดยตรง  เพียงต้องการชี้ไปที่สภาพของการเผยแผ่และการศึกษาไปจนถึงการปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนา....ที่ผ่านมา ตย. ดูแค่ในวงแคบๆ คือใน FB นี้เป็นต้น เราจะพบว่ามีการโพสธรรมะ ข้อคิดดีๆ พร้อมภาพประกอบงดงามมากมายทุกวันเป็นจำนวนมาก เราช่วยกันโพสสิ่งที่ดีๆ ให้แก่กันและกัน เราเน้นการรักษาและการพัฒนจิตใจให้เป็นพุทธะ ให้เป็นผู้รู้  ผุ้ตื่น ผู้เบิกบาน เจริญสติอยู่กับปัจจุบัน  มองโลกในแง่ดี มองข้ามข้อเสียของผู้อื่น  เราหยิบยื่นสิ่งที่ดีและเลือกรับแต่สิ่งที่ดีๆ...... ประมาณว่าเสพแต่กุศล เพื่อรักษาใจให้เป็นกุศลเสมอ....

 

แต่ในความสวยงามเบ่งบานของธรรมะที่เราแชร์กัน...เราก็ต้องยอมรับว่า.....กระแสโลกปัจจบันที่ดูเหมือนว่าศาสนาพุทธกำลังอยู่ในยุคที่รุ่งเรืองและเข้าสู่ใจคนได้มากขึ้นนั้น พุทธพาณิชย์ก็ดี การฉ้อโกง ทุจริต การแสวงหาประโยชน์จากวัดวาอารามและครูอาจาย์ก็ดี มิจฉาชีพ และพวกลักเพศที่ปลอมอยู่ในคราบผ้าเหลืองก็มีอยู่ และมีอยู่มากด้วย มากจนเรามักได้ยินได้ฟังเรื่องที่บั่นทอนศรัทธาอยู่เนืองๆ แต่เรื่องเหล่านี้เรามักไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย เพราะ…..มันเป็นเรื่องนอกตัว.... ไม่เกี่ยวกับเรา.....เราไม่ปล่อยจิตไปเกลือกกลั้วกับอกุศล เราต้องเป็นคนดีที่พระพุทธเจ้าสอนไว้คือ มีสติ.... มีสติ.... พิจารณาแต่เรื่องตนไม่ยุ่งเรื่องภายนอก.....

 

คือเราควรเป็น "พุทธเฉย"  นอกจากนี้ผู้ใดที่ออกมาเปิดเผยตีแผ่ข้อมูลข่าวสารเรื่องไม่ดีไม่งามที่เกี่ยวเนื่องด้วยบุคคล หรือการกระทำในทางพระพุทธศาสนาที่ไม่ดี ไม่สมควร อาจถูกมองเป็นคนไม่ดี ว่านำเรื่องไม่สมควรมาแสดง...แม้เราประสพกับเรื่องไม่ดี การกระทำทีไม่ถูกต้อง เราก็ให้อภัย เพราะเราเป็นชาวพทุธ เรามองข้ามความผิด ความไม่ดีของคนอื่นได้ไม่ยาก...และเราก็ถูกสอนให้มองโลก มองคนอื่นในแง่ดี สิ่งใดไม่ดีก็ให้วางเสียไม่ต้องเก็บมาคิดให้รกรุงใจ.......

 

อย่าว่าแต่ชาวพุทธเลย......แม้แต่หน่วยงานที่มีหน้าที่ดูแลพระพุทธศาสนาก็ยังไม่สนใจปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น  นอกจากไม่สนใจแล้วยังละเลยไม่ใส่ใจกลับช่วยเหลือปิดบังสิ่งที่ไม่ดีไม่งามเสียด้วยอยู่เนืองๆ เพราะเหตุด้วยว่า....หากเปิดเผยไป ศรัทธาญาติโยมจะตกลงไป....คนไทยจะไม่ทำบุญ ไม่ใส่บาตร...เป็นต้น....เราจึงได้เห็นตัวอย่างว่า.... สมีคำร่ำรวยมากกกกกกกก.........มิตซูโอ๊ะ ก็วางแผนจัดคอร์สสอนธรรมะที่ญี่ปุ่นเป็นช่องทางหาเงินไว้เรียบร้อยก่อนสึก...... มีการก่อสร้างถารวรวัตถุใหญ่โตอลังการเกินความจำเป็นต่อการประกอบศาสนกิจและการปฏิบัติธรรม คนไทยใจเป็คนใจบุญ และชอบทำบุญ...ก็สนับสนุน... ยินดีพอใจที่จะสละทรัพย์ให้  แต่สร้างไปแล้วใช้ประโยชน์คุ้มไหมในเชิญปลูกสร้างปัญญานั้นเป็นเรื่องที่มักไม่ทบทวนกัน....แถมยังเป็นช่องทางให้มิจฉาชีพเข้ามาวุ่่นวายหาผลประโยชน์ในวัดวาอาราม   นี้ยังไม่รวมบรรดาเครื่องรางของขลังที่ทำขายกันเกลื่อนกลาด  พิธีกรรมเซ่นไหว้ต่างๆ  การทำบุญแแลกของที่ระลึกหรือทำบุญระบบผ่อนส่ง ไปจนถึงการที่ให้มีการบรรพชา และอุปสมบท...... ได้ง่ายเกินไป.... และไม่ได้ตรวจสอบให้ดีว่าเป็นบุคคลที่เป็นลักเพศหรือเปล่า จึงทำให้เกิดเรื่องราวที่ไม่งามอยู่เนืองๆ  

 

เราก็ยินดีที่จะรักษาจิตไว้โดยการเป็น "พุทธเฉย" เราคิดว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของเรา และเราคนเดียวจะไปแก้ไขอะไรได้....ก็เหมือนกับ "ไทยเฉย" นั้นแหละ แต่ตอนนี้คนไทยตื่นแล้ว  ส่วน "พทุธเฉย" ยังไม่ตื่น....และถ้าพิจารณากันให้ดี ปัญหาทีกล่าวมาทั้งหมดข้างต้นมีเหตุจากการที่ไม่เชื่อคำสอนพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งสิ้น 

 

ตอนนี้คนไทยตื่นแล้ว คนไทยจำนวนมากเริ่มเปิดใจรับข้อมูลอันเป็นความจริงต่างๆ ได้ทั้งที่ดีและไม่ดี เราตั้งใจฟังปัญหา เราคิดพิจารณาตาม แล้วเราก็ช่วยกันเผยแผ่ความจริง เพื่อต่อต้านความชั่ว เพื่อปฏิรูปประเทศอันเป็นที่รักของเราให้หลุดพ้นจากวงจรความชั่วร้ายของนักการเมืองที่ทำร้ายและทำลายประเทศชาติเรามานาน - โดยเราเองนั้นแหละที่ปล่อยให้พวกเขามีโอกาสทำเช่นนั้น เพราะเรามัวแต่เฉยและยอมรับที่จะจำยอมอยู่กับความไม่ถูกต้องเหล่านั้นเอง

 

ศาสนาพทุธก็เช่นกัน ปัญหามีอยู่ ผู้ที่ฉกฉวยผลประโยชน์จากศาสานานี้มีอยู่ เราจึงสมควรที่จะรับฟังได้ทั้งสิ่งที่ดีและไม่ดีที่เกิดขึ้นในสังคมพุทธนี้ เป็นหน้าที่เราชาวพทุธที่จะช่วยส่งเสริมการศึกษาและการปฏิบัติธรรม และบำรุงพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ตลอดจนรักษาศาสนสมบัติไว้ เหล่านี้คนไทยทำกันอยู่แล้วเห็นอยู่ทั่วไปเป็นธรรมดา และ ทำได้ดีด้วย  แต่คนที่จะออกมาแก้ไข หรือชี้ทางที่สมควรแก้ไข ให้ข้อมูลเพื่อปรับปรุง ป้องกัน มิให้ศาสนาพุทธถูกน้ำไปใช้ในทางท่ี่ผิดจากกิจทั้ง ๓ คือ ปริยัติ ปฏิบิติ และปฏิเวธ นั้น….หายาก...

 

แต่รอดูสักพักหนึ่ง....อาจเหมือนการเมืองขณะนี้ก็ได้ ที่บางคนบอกว่าเป็นเพียง "กระแส"….เมื่อกระแสสังคมถามหาคุณธรรมมากขึ้นอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้  ก็อาจจะมี "กระแส" ในหมู่ชาวพุทธบ้างก็อาจเป็นได้....ที่จะผลักดันให้คนชั่วที่หากินและแสวงหาอำนาจในพทุธศาสนาไม่มีที่ยืนในร่มโพธิสมภารนี้ก็เป็นได้....แต่กระแสก็มีทั้งผลดีและไม่ดี ส่วนที่ไม่ดีคือก็อาจมีคนหาประโยชน์ส่วนตนจากกระแสนั้นๆ ได้เช่นกัน......

 

ข้าพเจ้าเขียนบทความในวันนี้ อาจจะไม่เหมาะสมกับสถาณการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ เพราะดวงใจคนไทยกำลังจรดจ่ออยู่ที่การเมือง ไม่ใช่ศาสานา แต่ดังที่ได้กล่าวไว้ในตอนต้นว่า....ข้าพเจ้ารอวันนี้...วันที่คนไทยพร้อมที่จะกล้าออกมารับความจริงว่าบ้านนี้เมืองนี้มีปัญหาที่เราต้องช่วยกันแก้ไขและเปิดใจรับข้อมูลเพื่อที่เราจะได้แก้ปัญหาได้อย่างถูกต้อง วันนี้เราได้ยินได้เสพข้อมูลต่างๆ ตลอดจนการกระทำที่มิชอบมากมายที่เราไม่เคยทราบมาก่อน ทั้่งนี้เพราะเราอาจไม่เคยสนใจ หรืออาจเพราะคนที่จะออกมาเล่าให้เราฟังพิจารณาแล้วว่าขณะนี้เป็นเวลาท่ี่เหมาะสมที่จะเปิดเผยข้อมูลเหล่านั้น และที่สำคัญที่สุดคือ ก่อนหน้านี้ไม่นาน....สังคมไทยที่เคยมีผลโพลออกมาว่า คนไทย และเด็กไทยเห็นว่าการคอรับชั่นไม่ใช่ปัญหาหากตนได้ส่วนแบ่งด้วย แต่วันนี้กลับเป็นตรงข้าม เรากำลังต่อสู้กับคอรับชั่น เราสร้างบรรทัดฐานของสังคมใหม่โดยไม่คบค้ากับคนชั่ว  เราไม่ยอมรับการทุจริต คดโกง อีกต่อไป

 

ข้าพเจ้าจึงเกิดความหวังว่า เมื่อทิศทางของการปฏิรูปประเทศกำลังดำเนินไปในทางที่ถูกที่ควรเช่นนี้  อาจจะเป็นกาลอันสมควรที่เราจะได้พากันหันมาดูการปฏิรูปศาสนาพทุธกันบ้าง เพราะสถาบันทั้ง ๓ คือ ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ นั้นเราต้องรักษาไว้ให้คงอยู่คู่ชาติไทย  และที่สุดแล้ว ข้าพเจ้ายังมองไม่เห็นทางใดเลย ที่จะพัฒนาชาติ พัฒนาคน พัฒนาการเมือง แม้แต่เศรษฐกิจ และสังคมได้ โดยปราศจากการพัฒนาคุณภาพ ศีล ธรรม และจริยธรรมของคนในสังคมไทยนี้ เราต้องยอมรับว่าปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นและเป็นอยู่ในขณะนี้มีกิเลสตัณหาของกลุ่มคนที่ไม่มีศีลไม่มีธรรมในหัวใจเป็นเหตุ  ตลอดไปจนถึงคนที่ไม่มีความมั่นคงในคุณความดี ไม่กล้ายืนหยัดที่จะต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง ยอมเป็นเครื่องมือของคนที่ไม่มีคุณธรรม 

นอกจากนี้ ขณะที่เราประกาศตนว่าเราต่อสู้กับการทุจริต ความชั่ว ความไม่ถูกต้องนานับประการ เราก็ต้องทบทวนตัวเราเองด้วยว่า ในสังคมที่เล็กลงไปจากระดับชาติ คือ ระดับครอบครัว ระดับองค์กร เป็นต้น …เราเอง หรือคนใกล้ตัวเรา มีการทุจริตบ้างไหม หรือเราปล่อยปละให้มีการทุจริตไหม เราจะมุ่งแก้ที่นักการเมื่องโดยไม่แก้ที่ตัวเราเอง หรือไม่แก้สังคมเล็กๆ ที่เราอยู่นั้นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

 

สุดท้ายนี้เราต้องช่วยเหลือคนที่ถูกรังแกในสังคมอันเนื่องมาจากคนทุจริตไม่มีศีล ไม่ธรรม ด้วย เราต้องส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรมเสมอภาค และความยุติธรรมในส้งคม ไม่ให้คนที่มีอำนาจรังแกคนที่อ่อนแอกว่า

 

ข้าพเจ้าเคยเขียนไว้เมื่อกลางปีว่า " ในอนาคตหน้า FB เพจนี้อาจไม่เหมือนเดิม....."  นี้แหละที่ข้าพเจ้าหมายความถึง กล่าวคือ ข้าพเจ้าคิดว่าเพื่อนๆ ที่ติดตามอ่านหน้านี้ส่วนใหญ่เพราะสนใจธรรมะ แต่ในอนาคต จะพบว่าแนวทางการโพสข้อความในหน้านี้จะไม่เหมือนเดิมโดยจะเป็นเรื่องสิ่งต่างๆ ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นนี้ด้วย.......ซึ่งข้าพเจ้าคิดเอาเองว่า....เวลานี้ชาวพุทธส่วนหนึ่งคงจะพอรับได้แล้ว และเห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีความสำคัญคือการช่วยกันรักษาพระธรรม พระวินัย และสืบทอดพระพทุธศาสนาต่อไปในอนาคต ควบคู่ไปกับการเผยแผ่ ปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ ซึ่งขณะนี้นับได้ว่ามีผู้ที่เผยแผ่ในแนวนี้มากอยู่แล้ว

 

วิรังรอง

๒๒ พย. ๒๕๕๖

https://www.facebook.com/notes/วิรังรอง-ทัพพะรังสี/ปฏิรูปศาสนา-vs-ปฏิรูปประเทศไทย/10153543563855228

]]>
454d297cd355b013a9250d8b6052cfef (Analaya) อนาลยา Mon, 06 Jan 2014 17:00:00 +0000
การให้ที่แท้จริง http://analaya.com/dhamma-variety/52-analaya/539-true-giving.html http://analaya.com/dhamma-variety/52-analaya/539-true-giving.html  
การให้ที่แท้จริง….....โดย วิรังอง ทัพพะรังสี

 

การทำงานเผยแผ่นี้จะว่ายากก็ยาก จะว่าง่ายก็ง่าย ขึ้นอยู่กับว่าเราวางเป้าหมายไว้ที่ไหน

หากมองแค่ระดับส่วนตัว หรือส่วนองค์กร หรือสถาบัน ก็จะคับแคบสุ่มเสี่ยงที่จิดจะเพลี่ยงพล้ำไปสู่การเผยแผ่เพื่อที่จะเอา

เป็นการเพิ่มอัตตา ตัวตน และอุปาทานในองค์กร หรือสถาบัน

 

แต่ถ้าข้ามพ้นละวางอัตตา ความเป็นเจ้าของหรือมีส่วนร่วมในสถาบันหรืองค์กรไป แม่เพียงชั่วคราวได้

ก็จะนำไปสู่การให้ทีแท้จริง

คือให้ธรรมะของพระพทุธองค์แก่สรรพสัตว์โดยไม่มีประมาณ

เพราะพระองค์ไม่มีสถาบัน ไม่มีองค์การ ไม่มีกลุ่ม

จึงเป็นการให้อันประเสริฐที่มีเป้าหมายคือผลในการพัฒนาปัญญาเพื่อไปสู่ความพ้นทุกข์โดยส่วนเดียว

 

 

วิรังรอง

วันศุกร์ที่ ๑ พย. ๒๕๕๖

 
 
 
]]>
454d297cd355b013a9250d8b6052cfef (Analaya) อนาลยา Thu, 31 Oct 2013 17:00:00 +0000
ระลึกถึงคำสอน และปฏิปทาของครูอาจารย์ http://analaya.com/dhamma-variety/52-analaya/538-teachers-words.html http://analaya.com/dhamma-variety/52-analaya/538-teachers-words.html  
ระลึกถึงคำสอน และปฏิปทาของครูอาจารย์….....โดยวิรังอง ทัพพะรังสี

 

ขณะที่วางใจเป็นกลางกับข่าวในทางลบที่กระทบศรัทธาชาวพุทธอยู่ในขณะนี้ วันนี้มีข่าวดียิ่ง.... ยิ่งๆๆๆ...ในรอบปี คือ พระราชสุเมธาจารย์ (หลวงพ่อสุเมโธ) ลูกศิษย์หลวงปู่ชา เจ้าอาวาสวัดอมราวดี ประเทศอังกฤษ ปรารภลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาสวัดอมราวดี เพื่อที่จะได้กลับมาพำนักที่ประเทศไทยเป็นการถาวร โดยท่านปรารถนาจะอยู่ที่วัดในเมืองไทยเหมือนที่ท่านเคยอยู่ เคยศึกษาพระธรรมจากหลวงพ่อชาในสมัยที่หลวงพ่อชายังไม่มรณภาพ 

การตัดสินใจครั้งนี้มิได้ทำตามลำพัง ท่านได้ปรึกษาเหล่าพระสงฆ์ที่วัดหนองป่าพง และวัดสาขาในต่างประเทศ โดยเฉพาะพระอาจารย์ปสันโน ซึ่งท่านได้ขอให้พระอาจารย์อมโร ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสร่วมกับพระอาจารย์ปสันโน ที่วัดอภัยคีรี ประเทศสหรัฐอเมริกา ย้ายมาเป็นเจ้าอาวาสแทนท่านที่วัดอมราวดี โดยมีกำหนดการว่าท่านจะย้ายกลับมาเมืองไทยหลังออกพรรษาปีนี้ และจะพำนักอยู่ที่รัตนวัน ปากช่อง นครราชสีมา

นับเป็นข่าวอันเป็นกุศล ลูกศิษย์รู้สึกปีติอย่างยิ่ง และเชื่อว่าชาวพุทธเป็นจำนวนมากล้วนอนุโมทนาสาธุการต่อการตัดสินใจในครั้งนี้ นับเป็นบุญอย่างย่ิ่งของพวกเราที่ท่านเมตตาพุทธศาสนิกชนชาวไทย ขอให้ท่านพระอาจารย์สุเมโธ มีสุขภาพแข็งแรง มีอายุยืน เป็นร่มโพธิ์ ร่มไทรทางธรรมของพวกเราลูกศิษย์ที่เคารพรักพระอาจารย์อย่างย่ิง

มีเรื่องหนึ่งที่ข้าพเจ้าระลึกถึงอยู่เสมอเมื่อนึกถึงท่านพระอาจารย์สุเมโธ คือ ความสำนึกที่ท่านมีในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ความผูกพันที่ท่านมีต่อประเทศไทย สังคมไทย และคนไทย 

โดยครั้งหนึ่ง (ข้าพเจ้าได้ยินเพี่ยงครั้งเดียว แต่คิดเอาเองว่าท่านคงจะปรารภเช่นนี้มากกว่าหนึ่งครั้ง) ท่านกล่าวเล่าว่า ท่านได้เข้าเผ้าสมเด็จพระรชินีนาถอลิซเบธ แล้วท่านกล่าวต่ออย่างที่ข้าพเจ้ามิได้นึกถึงเลยว่าจะได้ยิน

ท่านกล่าวมีเนื้อความว่า อาตมาได้เข้าเฝ้าควีนอลิซเบธ ผู้ที่ได้รับเชิญให้เชิญให้เข้าเฝ้าในวันนั้นล้วนเป็นผู้นำทางศาสนาต่างๆ อาตมาก็ได้รับเชิญด้วยเพราะอาตมาเป็นพระราชสุเมธาจารย์ เป็นผู้นำศาสนาพุทธในยุโรป ถ้าหากอาตมาเป็นนายโรเบิร์ต แจ๊คแมน (ชื่อเดิมของท่านพระอาจารย์ก่อนบวช) ควีนอลิซเบธก็ไม่เชิญอาตมา แต่นี้อาตมาได้รับเชิญเพราะอาตมาเป็นพระราชสุเมธาจารย์ เป็นตัวแทนพระสงฆ์ไทย เป็นพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงที่ได้มอบพัดยศให้อาตมา อาตมาเป็นหลวงพ่อสุเมโธอย่างทุกวันนี้ได้เพราะในหลวง เพราะหลวงพ่อชา เพราะคนไทยดีต่ออาตมา อาตมาจึงต้องกลับมาเมืองไทยทุกปี มาร่วมงานมุทิตาหลวงพ่อชา มากราบพระเถรานุเถระที่ประเทศไทย มาเยี่ยมเยียนคนไทย

ท่านพระอาจารย์ปสันโน ในวันที่แสดงพระธรรมเทศนา ณ โรงพยาบาลสมิติเวชเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ท่านก็กล่าวในทำนองเดียวกันถึงความผูกพันที่มีต่อประเทศไทย และคนไทย

ประโยคแรกๆที่ท่านกล่าวนำอย่างยิ้มแย้ม ก่อนท่านแสดงพระธรรมเทศนา มีเนื้อความ ว่า ท่านรู้สึกดีใจ รู้สึกอบอุ่น การกลับมาประเทศไทยทุกครั้งเหมือนท่านได้กลับมาบ้าน เหมือนได้กลับมาพบญาติ......เพราะคนไทยดีต่อท่านเสมอมา (ใจความทำนองนี้ค่ะ คำพูดอาจไม่เป๊ะๆ นะคะ)

และได้มีโอาสกราบท่านก่อนท่านเดินทางกลับ โดยได้กราบเรียนท่่านว่า จะพยายามทำแผ่นซีดีเสียงอ่านหนังสือให้เสร็จก่อนท่านเดินทางกลับ (ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่วันในขณะนั้น)

ท่านตอบกลับมาอย่างยิ้มแย้ม และสอนข้าพเจ้าว่า "เสร็จทัน หรือเสร็จไม่ทัน ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เรื่องสำคัญอยู่ที่ใจ ขณะที่ทำ ใจต้องเป็นสุข ทำด้วยใจที่เป็สุข ใจที่เบิกบาน อย่าทำด้วยใจที่กังวลว่าจะไม่เสร็จ ทำใจให้เบิกบานขณะทำดีที่สุด เสร็จเมื่อไรก็ได้"

นับเป็นคำสอนประเสริฐสุดประโยคหนึ่งที่ข้าพเจ้าจะจำใส่ใจไว้เป็นคติธรรมในการทำงาน และการดำเนินชีวิต ฟังดูเป็นคำสอนที่ธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา เป็นคำสอนที่เหมือนเคยได้ยินมาแล้ว เหมือนเคยเข้าใจมาแล้ว แต่เวลาดำเนินชีวิตจริง ก็ลืมตัวลืมใจ ไหลไปตามกิเลส ความปรุงแต่งต่างๆ ไหลไปกังวลกับอนาคต ไม่ได้อยู่กับปัจจุบัน ท่านพระอาจารย์ปสันโนท่านสอนให้ข้าพเจ้าทำใจให้เบิกบานอยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่ปรุ่งแต่งไปในอดีต หรืออนาคต 

หลังจากนั้นอีกหนึ่งอาทิตย์ ข้าพเจ้าก็ได้รับคำสอนในทำนองเดียวกันนี้จาก ศาสราจารย์ระพี สาคริก ปูชนียบุคคลของสังคมไทย วัย ๘๖ ปี เมื่อท่านกล่าวกับข้าพเจ้าขณะที่ข้าพเจ้าไปรับท่านที่บ้านว่า ท่านบินกลับจากการทำงานที่เชียงใหม่มาถึงกรุงเทพฯ เมื่อสักครู่นี้เอง และก็ต้องรีบตอบ email ไปญี่ปุ่นเรื่องงานอีก ข้าพเจ้าถามท่านกลับไปด้วยความเป็นห่วงว่า "อาจารย์ไม่ได้พักเลยเหนื่อยไหมคะ"

คำตอบของท่านทำให้ข้าพเจ้าอึ้งไป ท่านตอบว่า ไม่เหนื่อย เพราะสำหรับท่านการทำงานคือการพักผ่อน
โอ้ ข้าพเจ้าได้คติธรรมอีกแล้ว 

ท่านกล่าวต่อว่า บ้านเมืองยังไม่เรียบร้อย ทุกวันนี้ด้วยวัย ๘๖ ปี ท่านจึงทำงานหนักกว่าเดิมอีกหลายเท่า และการทำงานคือการพักผ่อน

คำสอน และปฏิปทาของครูอาจารย์ทั้งหลายที่กล่าวมาช่างงดงาม ชัดเจน จนไม่จำเป็นต้องขยายความ

ด้วยความเคารพในครูอาจารย์

วิรังรอง ทัพพะรังสี

กุมภาพันธ์ ๖ ๒๕๕๓

 

https://www.facebook.com/notes/วิรังรอง-ทัพพะรังสี/ระลึกถึงคำสอน-และปฏิปทาของครูอาจารย์/470146550227

]]>
454d297cd355b013a9250d8b6052cfef (Analaya) อนาลยา Wed, 30 Oct 2013 17:00:00 +0000
''อารมณ์'' ในทางพระพุทธศาสนา http://analaya.com/dhamma-variety/52-analaya/537-ar-rom.html http://analaya.com/dhamma-variety/52-analaya/537-ar-rom.html  
''อารมณ์'' ในทางพระพุทธศาสนา….....โดยวิรังอง ทัพพะรังสี

 

ความหมายของ คำว่า "อารมณ์" ในทางพระพุทธศาสนานั้นต่างจากคำว่าอารมร์ที่เราในชีวิตประจำวัน 

ในชีวิตประจำวันเรามักใช้คำว่า "อารมณ์" ในความหมายว่าเป็นความรู้สึก เช่น อารมณ์ดี อารมณ์ไม่ดี อารมณ์ร้าย อารมณ์เฉยๆ อารมณ์ฟุ้งซ่าน หรือไม่มีอารมณ์ เป็นต้น

แต่ในทางพระพุทธศาสนานั้น พระอภิธรรมนั้นได้แสดงไว้ว่า ''อารมณ์'' เป็นสิ่งที่ถูกรู้โดยจิต จิตจึงเป็นธรรมชาติที่รู้ ''อารมณ์'' 

จึงควรทำความเข้าใจต่อไปว่า จิตรับรู้อารมณ์อะไรบ้าง ??? 

''อารมรณ์'' หรือสิ่งที่จิตรู้น้ั้น มีดังนี้ :
ทางกายได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส 
และ ทางใจ คือ ธรรมารมณ์ อันได้แก่ความนึกคิดต่งๆ เป็นต้น 

ดังนั้น ทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ตาเห็น (รูป/สีต่างๆ) นั้น ท่านจึงเรียกว่า "อารมณ์" 
เช่น เมื่อตาเห็น :
โต๊ะ เก้าอี้ ประตูหน้าต่าง บ้าน เด็ก คนชรา คอมพิวเตอร์ อาหาร รถยนตร์ เป็นต้น 
โต๊ะ เก้าอี้ ประตูหน้าต่าง บ้าน เด็ก คนชรา คอมพิวเตอร์ อาหาร รถยนตร์เหล่านั้น เรียกว่า "อารมณ์ " เพราะเป็นอารมณ์ของจิต คือเป็นสิ่งที่จิตรับรู้ 

ในทำนองเดียวกัน 

รสต่างๆ ก็เป็นอารมณ์ 
กลิ่นต่างๆ ก็เป็นอารมณ์ 
เสียงต่างๆ ก็ป็นอารมณ์ 
สัมผัสต่างๆ ที่ถูกต้องร่างกาย ก็เป็นอารมณ์ 
สัมผัสต่างๆ ที่เกิดขึ้นทางใจ อันได้แก่ความคิดนึก เรื่องราวต่างๆ และพระนิพพาน ก็เป็นอารมณ์ เช่นกัน ดังเราอาจจะเคยอ่าน หรือได้ยินมาบ้างว่า ผลจิตของพระอริยะบุคคลนั้นมีพระนิพพานเป็นอารมณ์

ดังนั้น จะเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างทั้งที่เรามองเห็น และ มองไม่เห็น เป็นอารมณ์ทั้งสิ้น 
อารมณ์ในทางพะรพุทธศาสนา จึงมีความหมายที่กว้างขวางมาก และเราจะต้องกระทบกับอามรณ์ทั้ง ๖ (เว้นพระนิพพาน) อยู่ตลอดเวลา 

พระพุทธองค์ทรงแสดงไว้ว่า อารมณ์ทั้ง ๖ เกิดดับ แปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา 
ไม่มีใครที่จะสามรถกำหนดให้ตนเองเห็นแต่ภาพทีดี ได้ลิ้มรส ได้ยินเสียง ได้กลิ่น ได้สัมผัสทางกาย ทางใจ ที่ดีดังใจชอบได้ตลอดเวลา 

เราไม่สามารถบังคับให้เป็นไปอย่างที่ต้องการได้เพราะอารมรณ์ทั้งหลายเกิดดับเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา 

อารมรมณ์ ๖ (ยกเว้นพระนิพพาน) จึงเป็นทุกข์ และ 
อุปาทาน คือการยึดมั่นถือมั่นในอารมณ์ทั้ง ๖ นั้น เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ 

แต่ถ้าจะพิจารณาให้ละเอียดลงไปแล้ว อารมณ์ทั้ง ๖ ก็ทำหน้าที่ของเขาอยู่อย่างนั้น คือเกิดขึ้น และดับไปเป็นธรรมชาติตามเหตุปัจจัย เมื่อเหตุดับ ปัจจัยก็ดับ แต่จิตเรานั่นแหละที่รับอารมณ์แล้วไปปรุงแต่งว่าดีหรือไม่ดี ชอบหรือไม่ขอบ คือไป ''ให้ค่า'' กับอารมณ์ต่างๆเองทั้่งๆที่อารมรณ์นั้นๆ ดับไปแล้ว หรือยังมาไม่ถึง (คือนึกคิดปรุงแต่งไปถึงเรื่องในอนาคต) 

พระพุทธองค์จึงทรงสอนให้ปล่อยว่างในอารมณ์ต่างๆ คือ ปล่อยวาง อารมณ์ั้ทั้ง ๖ ดังที่กล่าวมาแล้ว ได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส คิดนึก 

ปล่อยว่าง......คือไม่ยึดมั่น ถือมั่น นั่นเอง

สำหรับผู้ที่เจริญวิปัสสนาด้วยการดูจิตนั้น จิตที่ปล่อยวางคือจิตรับรู้อารมณ์ที่เป็นปัจจุบัน คือเพียงรู้.... รู้ ....รู้ .....รู้เท่าทันอารมณ์ แต่ไม่ปรุงแต่ง และ จิตก็ไม่หน่วงอารมณ์ที่ผ่านไปแล้วในอดีต หรือคิดถึงเรื่องในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง จิตจึงเป็นปัจจุบัน

เคยอ่านผ่านตาที่ผู้ปฏิบัติท่านหนึ่งอธิบาย่ความเป็นกลางของจิตว่า "รับรู้โดยไม่มีอารมณ์ " เข้าใจว่าท่านน่าจะหมายถึง "รับรู้โดยไม่ได้ปรุงแต่ง" หรือ "รับรู้อารมณ์อย่างปล่อยวาง" มากกว่า เพราะการรับรู้โดยไม่มีอารมณ์ โดยสภาวะของการปฏิบัติแล้ว ยังนึกไม่ออกว่าเป็นเช่นไร

เพราะแม้แต่ผลจิตของพระอรหันต์ ก็ยังต้องมีนิพพานเป็นอารมณ์

จิตนี้ ผ่องใสโดยธรรมชาติ แต่เศร้าหมองเพราะกิเลสที่จรมา จิตจะผ่องใสเบิกบาน ด้วยการเจริญวิปัสสนาภาวนา จนเกิิดวิปัสสนาปัญญา เห็นว่าอารมรณ์ก็เป็นธรรมชาติอย่างหนี่ง จิตที่เข้าใปรู้อารมณ์ก็เป็นอีกสภาพหนึ่งที่ต่างกัน มีความเข้าใจว่าทั้งอารมณ์ และจิตที่รับอารมณ์ทั้งหลาย ก็แปรปรวนเปลี่ยนแปร เกิด ดับ บังคับไม่ได้ตามธรรมชาติกิเลสตัณหาก็จะค่อยๆ ถูกขัดเกลาให้เบาบางลงตามกำลัง จนถึงที่สุดของการปฏิบัติคือ ตัดกิเลสให้หมดสิ้นไปเป็นสมุเฉทประหาณ จิตเดิมที่ประภัสสรผ่องใส เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จึงปรากฏ

 

 

วิรังรอง ทัพพะรังสี

๓ เมษยน ๒๕๕๓

 

อ่านคอมเมนท์เพิ่มเติม https://www.facebook.com/notes/วิรังรอง-ทัพพะรังสี/อารมณ์-ในทางพระพุทธศาสนา/10150164298120228

]]>
454d297cd355b013a9250d8b6052cfef (Analaya) อนาลยา Wed, 30 Oct 2013 17:00:00 +0000
ความลับไม่มีในโลก http://analaya.com/dhamma-variety/52-analaya/536-no-secret.html http://analaya.com/dhamma-variety/52-analaya/536-no-secret.html  
ความลับไม่มีในโลก….....โดย วิรังอง ทัพพะรังสี

 

จงเป็นคนซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น คนที่ซื่อสัตย์ไม่ต้องจดจำว่าเคยพูดอะไรกับใครไว้ที่ไหนอย่างไร เพราะหากจะต้องพูดซ้ำอีกไม่ว่ากับใครๆ ก็จะพูดได้เหมือนเดิมเพราะพูดแต่ความจริง 

 

แต่คนที่ชอบโกหกจนเป็นิสัย (บางคนมีนิสัยชอบโกหกจนตนเองยังคิดไปว่าเรื่องจริง) มักผิดพลาดเสียเอง...ทำให้ผู้อื่นจับโกหกได้อยู่เสมอ

 

ความเป็นคนเปิดเผย ไม่ทำอะไรลับๆ ล่อๆ ปิดๆ บังๆ ทำให้ใจไม่ต้องทำงานหนัก

 

ส่วนคนที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่นมักมีใจที่ขุ่นข้อง และหวาดระแวง.... ระแวงว่าความผิด - การกระทำของตน หรือเรื่องที่ตนเคยโกหกไว้จะถูกเปิดโปง เรียกว่าตนของตนนั้นแหละพาตนให้เดือดร้อน จะไปโกรธ ไปโทษผู้อื่นเมื่อความจริงเปิดเผยหาได้ไม่ เพราะหากไม่ได้ทำก็ไม่สมควรโกรธ 

 

คนที่ซื่อสัตย์มักไม่ต้องเดือดเนื้อร้อนตัว เพราะการะกระทำที่ดี - การกระทำที่ควรนั้นไม่ต้องปิดบัง 

 

ส่วนการกระทำใดไม่อยากให้คนทราบ หรือกระทำแล้วไม่อยากให้คนทราบ การกระทำนั้นตนเองก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ดี ไม่ถูกไม่ควร เมื่อความลับไม่มีในโลก....หากกระทำไปแล้วเกิดความละอายภายหลัง....ก็อาจสายเกินไปถ้าไม่รู้จักแก้ไขปรับปรุง....

 

วิรังรอง ๓ กค. ๒๕๕๖

 

https://www.facebook.com/notes/วิรังรอง-ทัพพะรังสี/ความลับไม่มีในโลก/10153011483740228

]]>
454d297cd355b013a9250d8b6052cfef (Analaya) อนาลยา Wed, 30 Oct 2013 17:00:00 +0000
ปิดทองหลังพระ ทำดีไม่ได้ดี เพราะดีนั้น มีโทษ หมายความว่าอย่างไร http://analaya.com/dhamma-variety/52-analaya/535-lp-jansee.html http://analaya.com/dhamma-variety/52-analaya/535-lp-jansee.html  
พากันหันกลับมา "เชื่อฟังบรมครู" พระบรมศาสดาอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กันเถิด.... ….....โดยวิรังอง ทัพพะรังสี

 

เคยโพสสั้นๆ ก่อนหน้านี้ว่า "ที่คนทำดีแล้วมักบ่นว่าไม่ได้ดี เพราะดีนั้น มีโทษ" โดยหลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป

ก็มีน้องถามกลับมาว่าไม่เข้าใจ วันนี้จึงจะอธิบายโดยย่อนะคะ 

ทำไมทำดีแล้วไม่ได้ดี เพราะ

 

๑. จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย....ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน การทำดีแต่ถ้าเด่นเกินก็จะทำให้คนที่มีพื้นฐานจิตใจไม่อยากเห็นคนอื่นดีกว่าอิจฉาตาร้อน การทำดีแต่จึงกลายเป็นโทษได้  

 

๒. หลวงพ่อท่านสอนเตือนให้คนที่ทำความดีไม่ยึดติดในคุณความดีที่ตนกระทำ คือให้ทำดีแต่อย่าติดดี เพราะทำดีนั้นดี แต่ยึดติดดี...ไม่ดี...ถ้ายึดติดดีแล้วก็จะทำให้ลืมตัวคิดว่าตนดีกว่าคนอื่น อาจจะไปดูถูกคนอื่นว่าไม่ดีเท่าตัว และคำว่าดีก็ขึ้นอยู่กับมาตรฐานของแต่ละคน แม้เราว่าดี แต่คนอื่นอาจมองว่าไม่ดี การที่เราทำดีแล้วมีคนบอกว่าไม่ดี คนนี้นเขาอาจมองว่าเราทำไม่ดีเท่ามาตรฐานของก็ได้ เขาก็อาจจะคิดว่าเขาทำได้ดีกว่าก็ได้ 

 

ดังนั้น หากเราคิดว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ก็อย่าติดดี ไม่ต้องไปสนใจว่าผู้อื่นจะคิดว่าดีหรือไม่ดี และไม่ต้องสนใจว่าผู้อื่นจะทราบว่าเราทำดี ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงกล่าวไว้เรื่องให้พากันปิดทองหลังพระ....คือทำดีไม่ต้องประกาศ  ปิดทองหลังพระไปมากๆ ต่อไปทองก็ขยายมาด้านหน้าองค์พระเอง....ที่กล่าวมานี้รวมว่าหลวงพ่อท่านสอนให้เห็นโทษเห็นภัยว่าการยึดถือตัวถือตนว่าตนดีนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี...มีโทษ.....

 

กราบเท้าขออภัยครูอาจารย์หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป ที่ได้ขยายความคำสอนของท่าน หากคำขยายความข้างต้นผิดพลาดประการใดก็ขอกราบขออภัยหลวงปู่ไว้อีกครั้ง ณ ที่นี้ เจ้าค่ะ 

 

 

วิรังรอง ทัพพะรังสี

 

....อนุโมทนาผู้อ่านทุกท่านค่ะ  :D

 

 

https://www.facebook.com/notes/วิรังรอง-ทัพพะรังสี/พากันหันกลับมา-เชื่อฟังบรมครู-พระบรมศาสดาอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า-กันเถิด/10153037432510228

 

อ่านคอมเมนท์แรกที่โพสที่ลิงค์นี้ค่ะ https://www.facebook.com/Dabbaransi.Wirangrong/posts/10151791987308973?comment_id=29902411&offset=0&total_comments=3&notif_t=share_comment

 

 

]]>
454d297cd355b013a9250d8b6052cfef (Analaya) อนาลยา Wed, 30 Oct 2013 17:00:00 +0000